ความสลับซับซ้อนในคำ

เรื่องสมมติทั้งนั้นนะครับ:

1. เด็กคนหนึ่ง ขโมยของไปให้มารดา

2. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยจากบ้านขุนนาง ไปให้มารดา

3. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยไปให้มารดาที่นั่งดูโทรทัศน์

4. เด็กคนหนึ่ง ขโมยอาหารไปให้มารดาที่ป่วยหนัก

5. เด็กคนหนึ่ง ขโมยยารักษาโรคไปให้มารดาที่ป่วยหนัก

6. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยไปให้มารดาที่นั่งดูโทรทัศน์ จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่าส้มที่ขโมยมานั้น

7. เด็กคนหนึ่ง ขโมยยารักษาโรคราคาแพงไปให้มารดาที่ป่วยหนัก จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่ายารักษาโรคนั้น

8. เด็กคนหนึ่ง ลืมหยิบเงินไปที่ร้านอาหาร เลยขโมยอาหารไปให้มารดาที่ป่วยหนัก แล้วกลับมาที่ร้านอาหารเอาเงินมาชำระ

9. เด็กคนหนึ่ง ลืมหยิบเงินไปที่ร้านขายยา เลยขโมยยารักษาโรคไปให้มารดาที่ป่วยหนัก แล้วกลับมาที่ร้านอาหารเอาเงินมาชำระ

10. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยไปให้มารดาที่นั่งดูโทรทัศน์ จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่าส้มที่ขโมยมานั้น พร้อมด้วยดอกเบี้ย

11. เด็กคนหนึ่ง ขโมยยารักษาโรคราคาแพงไปให้มารดาที่ป่วยหนัก จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่ายารักษาโรคนั้น พร้อมด้วยดอกเบี้ย

เด็กคนไหนบ้าง ที่คุณยอมรับได้ครับ ว่าเป็น “เด็กดี”?

ตัวอย่างเรื่องสมมติข้างต้น พยายามจะนำแนวคิดและพฤติกรรมหลายอย่างมาพบปะกัน เช่น แนวคิดเกี่ยวการเป็นคนดี แนวคิดเกี่ยวกับความกตัญญู ความซื่อสัตย์ การลักขโมย

ถ้าการเป็นเด็กดีนั้นหมายถึงการเป็นเด็กดี (ยังไม่ได้นิยาม) ไม่มีความด่างพร้อย เราอาจจะบอกได้ว่าเด็กในตัวอย่างด้านบนนั้น ย่อมไม่มีใครเป็นคนดีได้ เพราะว่าได้มีการขโมยของมาทุกคน

[นอกเรื่อง: อย่างไรก็ตาม ถ้าเราพยายามตั้งคำถามเข้าไปอีกว่า ความเชื่ออะไรทำให้เราสรุปว่าการขโมยของเป็นสิ่งไม่ดี? อาจจะเป็นความเชื่อในเรื่องของทรัพย์สินส่วนบุคคล ถ้าเราไม่เชื่อในเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคล และเด็กคนนั้นเป็นโรบินฮู้ด ปล้นคนรวยมาช่วยคนจน เราอาจจะยอมรับในเรื่องการขโมยก็ได้]

ในทางกลับกัน เราก็ต้องยอมรับว่า เด็กหลายคนในตัวอย่างสมมติด้านบน ก็ไม่ใช่เด็กที่ “ไร้คุณสมบัติ” ของการเป็นคนดีโดยสิ้นเชิง

การเป็นเด็กดีหรือคนดีในตัวอย่างด้านบน มีลักษณะเป็นสีเทา ๆ เด็กในตัวอย่างด้านบนจะขาวมาก หรือจะดำมาก ก็ขึ้นกับคนที่มองและพิจารณาตัดสิน

เราลองพิจารณาตัวอย่างสมมติข้างต้นอีกสักหน่อย แต่ลองพิจารณาแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ดู กล่าวคือ เราจะตัดส่วนหลังออก

6a. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยไปให้มารดาที่นั่งดูโทรทัศน์ จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่าส้มที่ขโมยมานั้น

7a. เด็กคนหนึ่ง ขโมยยารักษาโรคราคาแพงไปให้มารดาที่ป่วยหนัก จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่ายารักษาโรคนั้น

8a. เด็กคนหนึ่ง ลืมหยิบเงินไปที่ร้านอาหาร เลยขโมยอาหารไปให้มารดาที่ป่วยหนัก แล้วกลับมาที่ร้านอาหารเอาเงินมาชำระ

9a. เด็กคนหนึ่ง ลืมหยิบเงินไปที่ร้านขายยา เลยขโมยยารักษาโรคไปให้มารดาที่ป่วยหนัก แล้วกลับมาที่ร้านอาหารเอาเงินมาชำระ

10a. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยไปให้มารดาที่นั่งดูโทรทัศน์ จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่าส้มที่ขโมยมานั้น พร้อมด้วยดอกเบี้ย

11a. เด็กคนหนึ่ง ขโมยยารักษาโรคราคาแพงไปให้มารดาที่ป่วยหนัก จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่ายารักษาโรคนั้น พร้อมด้วยดอกเบี้ย

ถ้าเราลองตัดสินเด็กในตัวอย่างข้างต้นอีกรอบ โดยไม่พิจารณาเหตุการณ์ที่เด็กจะทำต่อไป  เด็กคนนั้นจะเลื่อนไปเลื่อนมาในเส้นขาว-ดำ ของความเป็นเด็กดีอย่างไร?

ความดีไม่ดี หรือแนวคิดที่เป็นนามธรรมทั้งหลาย จริง ๆ มีความสลับซับซ้อนมากมาย แต่บางครั้งเรากล่าวถึงมันบ่อยโดยที่คิดว่าจริง ๆ แล้วมันมีแค่ขาวกับดำ (เป็นหรือไม่เป็น)  หรือบางครั้งเรากล่าวถึงแนวคิดดังกล่าวว่ามีเพียงแค่มิติเดียว (ขาว ไล่ไปเทา ไล่ไปดำ) แต่จริง ๆ แนวคิดดังกล่าวผูกผันกับแนวคิดอื่น ๆ แตกแขนงออกเป็นมิติของแนวคิดต่าง ๆ มากมาย

แม้ว่าความพยายามลดทอนความซับซ้อน ทำให้เราสามารถใช้ตรรกะเข้ามาพิจารณาและตัดสินใจได้ง่าย แต่บางครั้ง ตรรกะที่ตั้งอยู่บนภาพที่ถูกกรอบบางอย่างลดทอนความซับซ้อนลงมากนั้น อาจจะไม่ทำให้เราเข้าใจอะไรเกินไปกว่ากรอบของภาพดังกล่าวนั่นเอง

หลายปัจจัย

ร้านหมูปิ้งสองร้าน ร้านแรกอยู่หน้าบ้านของคุณ ขายหมูปิ้งไม้ละ 6 บาท  อีกร้านอยู่ปากซอย ห่างจากบ้านของคุณไป 500 เมตร ร้านที่สองขายหมูปิ้งไม้ละ 5 บาท

ถ้าหมูปิ้งทั้งสองร้านเหมือนกัน คุณจะซื้อหมูปิ้งร้านไหน?

ถ้าหมูปิ้งร้านที่สอง อร่อยกว่าหมูปิ้งร้านแรกมาก ๆ คุณจะเดินไปซื้อหรือไม่?  ถ้าร้านที่สองเปิดหน้าบ้านคุณเหมือนกันและอร่อยกว่า คุณจะซื้อที่ร้านแรกหรือร้านที่สอง?

สำหรับตัวอย่างที่ยกมา เรามีปัจจัยที่เราสนใจอยู่ 2 – 3 ปัจจัยในการเลือกซื้อหมูปิ้ง  ในคำถามแรกปัจจัยที่เราสนใจมีแค่ราคาหมูปิ้ง และระยะทางการเดินไปซื้อ

ในคำถามที่สอง ความอร่อยของหมูปิ้งเริ่มมีผล และเป็นอีกปัจจัยที่เราสามารถใช้เพื่อพิจารณา

ในบางปัญหาและเงื่อนไขที่เรากล่าวมาข้างต้น เรายากที่จะคาดเดาคำตอบ สังเกตว่าความไม่แน่นอนนี้ขึ้นกับจำนวนปัจจัยที่เราสนใจ

ถ้าเรามีแค่หนึ่งปัจจัย เช่น ถ้าเรามีร้านหมูปิ้งสองร้าน หมู่อร่อยเท่ากัน ตั้งอยู่ติดกัน แต่ร้านหนึ่งขาย 5 บาทต่อไม้ ในขณะที่อีกร้านขาย 6 บาทต่อไม้ เราคงตอบได้ไม่ยากว่าเราจะซื้อร้านที่ขาย 5 บาท

ในทำนองเดียวกัน ถ้าเรามีร้านสองร้าน หมูอร่อยเท่ากัน ขายราคาเท่ากัน ร้านหนึ่งอยู่หน้าบ้าน อีกร้านอยู่ปากซอย เราก็คงตอบได้เช่นกันว่าเราน่าจะซื้อร้านที่อยู่หน้าบ้าน เพราะว่าใกล้กว่า

แต่สังเกตว่า ถ้าเรามีสองร้านที่มีข้อได้เปรียบ/เสียเปรียบ ที่ไม่ได้ชนะกันในทุก ๆ ปัจจัย การเลือกว่าจะซื้อร้านใดนั้น เราอาจจะต้องใช้ข้อมูลหรือความเชื่ออื่น ๆ ในการตัดสินใจ

เพื่อความชัดเจน ผมจะนำข้อมูลของร้านหมูปิ้งเขียนโดยใช้ตาราง และจะสนใจปัจจัยแค่ระยะทางกับราคา เพื่อความสนุกผมจะเพิ่มอีกร้านหนึ่งด้วย

ร้านที่ ระยะทางจากบ้าน
(เมตร – ยิ่งน้อยยิ่งดี)
ราคาหมูปิ้ง
(บาท – ยิ่งน้อยยิ่งดี)
1 10 6
2 500 5
3 1000 7

สำหรับร้านที่ 1 ถ้าเราลองนึกดูจะพบได้ว่ามีหลายเหตุผลที่ทำให้เราซื้อหมูปิ้งจากร้านที่ 1 ตั้งแต่ว่าเราไม่ชอบเดินไกล, จากบ้านไปปากซอยมีสุนัขดุ จนกระทั่งสำหรับเราแล้วเงิน 6 บาทกับ 5 บาทมีมูลค่าไม่แตกต่างกัน

สำหรับร้านที่ 2 ก็เช่นเดียวกัน  ถ้าเรามีเงินติดตัวแค่ 5 บาท ต่อให้ไม่อยากเดินไกล ต้องฝ่าฟันสุนัขดุ ถ้าเราจะกินหมูปิ้ง ก็ต้องยอมเดิน  หรือถ้าเดินไกล ๆ จนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ร้านที่ 2 นี่ย่อมเป็นร้านที่เรายิ่งถูกใจ

แต่สำหรับร้านที่ 3 ถ้าเราไม่คิดว่าการเดินเยอะ ๆ เป็นเรื่องดีกว่าเดินน้อย ๆ หรือการจ่ายเงินเยอะ ๆ เป็นเรื่องดีกว่าการจ่ายเงินน้อย ๆ เราก็จะไม่มีวันไปซื้อหมูปิ้งร้านที่ 3 เลย  (แต่ถ้าเราได้ข่าวว่าหมูปิ้งร้านที่ 1 และ 2 ทานไปแล้วท้องเดิน เราก็อาจจะยอมเดินไกล และจ่ายแพงเพื่อร้านที่ 3 ก็ได้)

จากตัวอย่างง่าย ๆ นี้ ถ้าเรานำไปพิจารณากับการเลือกอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์และข้าวของ (รวมไปถึงเรื่องทางการเมืองด้วยก็ได้) ที่มักจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันจำนวนมาก ทำให้เรามีปัจจัยที่ต้องพิจารณามากกว่าหนึ่งปัจจัย

จากการพิจารณาด้วยตัวอย่างง่าย ๆ นี้ ก็อาจจะพอช่วยให้เข้าใจได้ว่าทำไม ภายใต้เงื่อนไข ข้อจำกัดและความเชื่อที่แตกต่างกัน บางคนจึงเลือกของหรือทางเลือกบางอย่างที่เราคิดว่าไม่น่าจะมีใครอยากจะเลือกได้

ทำได้พอดี

cross post จาก wonam.tumblr.com

Daphne Koller (co-founder ของ Coursera) ใน TED Talk ที่เธอได้กล่าวถึงการเรียนการสอนออนไลน์และ Coursera ได้อ้างคำพูดของ Thomas Friedman ที่กล่าวว่า

Big breakthroughs happen when what is suddenly possible meets what is desperately necessary.

การเรียนการสอนออนไลน์สมัยใหม่ ในเว็บเช่น Coursera, Khan Academy, EdX, หรือ Udacity  (มักเรียกรวม ๆ ว่า MOOC – Massively Open Online Courses) ที่มีผู้เรียนจำนวนมากนั้นมีความแตกต่างจากการเรียนทางไกลสมัยก่อนที่เรียนทางโทรทัศน์ หรือการเรียนผ่านวิดีโอตามโรงเรียนกวดวิชาบ้านเรา

ข้อแตกต่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของ feedback ที่มีให้กับผู้เรียน โดยอาจจะผ่านทางการหยุดวิดีโอเป็นระยะ ๆ เพื่อถามคำถาม หรือผ่านทางการทำแบบฝึกหัดและการบ้านต่าง ๆ หลายครั้งผู้เรียนจะได้รับคำตอบกลับจากระบบโดยทันที ทำให้สามารถตรวจสอบความเข้าใจของตนเองได้

นอกจากนี้ ระบบพวกนี้ยังไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ที่ทำให้ผู้จัดการเรียนการสอนต้องเตรียมเนื้อหาเดียวเพื่อให้เหมาะสมกับคนทั้งห้อง แต่ผู้สอนสามารถแบ่งเนื้อหาเป็นส่วนย่อย ๆ ให้ผู้เรียนเลือกศึกษาในส่วนที่สนใจหรือไม่เข้าใจ และสามารถดูคำบรรยายซ้ำได้หลายรอบ  นอกจากนี้ยังสามารถมีเนื้อหาเพิ่มเติมสำหรับผู้เรียนที่สนใจบางเรื่องเป็นพิเศษได้

ผมคิดว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ 2 ประเด็น

1. ระบบการเรียนการสอนออนไลน์ดังกล่าว เกิดขึ้นได้นอกจากเพราะว่าเทคโนโลยีพื้นฐานนั้นมีพร้อมแล้ว (เช่น เรามีอินเทอร์เน็ตที่เร็วพอและผู้คนได้จำนวนมากสามารถเข้าถึงได้ง่าย)  แต่การพัฒนาระบบดังกล่าวขึ้นมาได้ จะต้องมี “คนที่ทำได้” กับ “คนที่รู้ว่าควรจะทำอะไร” (ซึ่งในกรณีนี้อาจจะเป็นกลุ่มคนเดียวกัน) มาร่วมมือกันพัฒนา

รูปแบบการเรียนการสอนที่ระบบออนไลน์พยายามจะเลียนแบบนั้น ผมเชื่อว่าทางนักวิจัยทางด้านศึกษาศาสตร์น่าจะมีการศึกษาและทดลองมาจนมากแล้ว

ใน TED Talk ข้างต้น Koller ได้กล่าวถึงงานวิจัยของ Benjamin Bloom ในปี 1984 ที่ได้เปรียบเทียบการเรียนการสอน 3 รูปแบบ คือแบบการบรรยาย (lecture-based classroom) การเรียนการสอนแบบบรรยายแต่มีเงื่อนไขว่าผู้เรียนต้องแสดงความเชี่ยวชาญในหัวข้อเดิมก่อนจะขึ้นหัวข้อใหม่ได้ (mastery-based approach) และแบบการเรียนการสอนแบบหนึ่งต่อหนึ่งกับผู้สอน   งานวิจัยดังกล่าวพบว่าการเรียนการสอนในแบบผู้เรียนต้องแสดงความเชี่ยวชาญจะให้ผลดีกว่าการเรียนการสอนแบบบรรยายธรรมดา และการเรียนการสอนแบบหนึ่งต่อหนึ่งจะให้ผลลัพธ์ดีกว่าทั้งสองวิธีอย่างมาก

ความเข้าใจว่าเทคโนโลยีสามารถทำอะไรได้ และในที่นี้รวมไปถึงความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีให้รองรับกับเป้าหมาย  เมื่อมารวมกับความเข้าใจในเป้าหมาย (ที่ถ้าปราศจากเทคโนโลยีแล้วก็อาจจะเป็นแค่ความฝัน) ทำให้เกิดระบบการเรียนการสอนออนไลน์ที่มีการออกแบบเพื่อให้เกิดสภาวะใกล้เคียงกับการเรียนแบบหนึ่งต่อหนึ่งดังกล่าวมากขึ้น

2. ขณะนี้เราเข้าสู่ช่วงเวลาของการ personalization ของทุก ๆ อย่าง

ถ้าเราพิจารณาสิ่งของเครื่องใช้ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น โทรศัพท์มือถือ เราจะพบว่าในโทรศัพท์รุ่นหนึ่ง เราจะสามารถเลือกปรับเปลี่ยนอะไรได้หลายอย่าง ทั้งสีเครื่องและหน้ากาก ยิ่งไปกว่านั้นโทรศัพท์บางรุ่นมีจุดขายหนึ่งอยู่ที่ความสามารถที่เราจะเลือกปรับอะไรต่าง ๆ ได้มากมาย

ในกรณีของการเรียนข้างต้น การเลือกเนื้อหาได้เอง หรือในอนาคตก็เป็นไปได้ที่ระบบอาจจะแนะนำเนื้อหาเพิ่มเติมที่เหมาะสมให้กับผู้เรียนโดยอัตโนมัติ รวมทั้งการได้รับ feedback ที่เฉพาะเจาะจงกับผู้เรียน ก็เป็นส่วนหนึ่งของทิศทางนี้ด้วย

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่เราได้เห็นจากตัวอย่างข้างต้น (และจะพบเห็นได้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต) ก็คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบุคคลนั้น เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความสามารถที่จะส่งข้อมูลข่าวสารหรือบทเรียนไปให้กับคนจำนวนมาก ๆ ในเวลาเดียวกัน

เทคโนโลยีอาจเป็นคำตอบของคำถาม

ผมบังเอิญได้ไปออกรายการวัฒนธรรมชุปแป้งทอดตอน อินเทอร์เน็ตทำให้โลกกว้างขึ้น?

ในรายการได้มีการพูดถึงผลของ “ตัวกลาง” ที่เข้ามาเลือกคัดกรอกข้อมูลที่จะนำเสนอให้กับผู้ใช้ เช่น Google หรือในปัจจุบันที่เห็นได้ชัดเจนคือ facebook  ที่มีการคัดกรอกข้อมูลจากเพจที่เราเคยกด Like ไปแล้ว นำมาเสนอให้กับเราโดยขึ้นกับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ได้นำมาเสนอให้กับเราทั้งหมด

การคัดกรองนี้ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะว่าในปัจจุบันเนื้อหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเพื่อน ๆ ของเรา เพจที่เราไปกด Like นั้นมากมายมหาศาล ถ้านำทุก ๆ ข้อความ ทุก ๆ ความเห็นมาแสดง ผู้ใช้ทั่วไปย่อมจมอยู่ในทะเลของข้อมูลได้

แต่ผลของการคัดกรองทำให้เราพลาดความเห็นที่หลากหลาย ความเห็นที่เราไม่ชอบ ความเห็นที่ขัดแย้งกับความเชื่อต่าง ๆ ของเรา

การได้ปะทะกับความเห็นที่ขัดแย้ง ในโลกออนไลน์นั้น ไม่ต่างจากสิ่งที่ Michael Sandel ได้กล่าวไว้ในตอนท้าย ๆ ของ TED Talk เกี่ยวกับบทบาทของตลาด ว่า:

What matters is that people of different social backgrounds and different walks of life encounter one another, bump up against one another in the ordinary course of life, because this is what teaches us to negotiate and to abide our differences. And this is how we come to care for the common good.

สิ่งที่สำคัญก็คือ ผู้คนที่มีภูมิหลังทางสังคมแตกต่างกัน มีประสบการณ์ชีวิตแตกต่างกัน ได้พบเจอกัน  ได้ปะทะกันในการดำเนินชีวิตทั่วไป เพราะว่านี่คือสิ่งที่สอนให้เรารู้จักการต่อรอง และยอมรับในความแตกต่าง และนี่เป็นวิธีที่ทำให้เราเกิดความใส่ใจในส่วนรวม

ในท้ายรายการ ผู้ดำเนินรายการถามผมประมาณว่า เมื่อเทคโนโลยีทำให้เรากว้างขึ้น และในขณะเดียวกันก็อาจจะทำให้เราแคบลงได้ แล้วเราจะทำอย่างไร?

ผมตอบไปว่าสุดท้ายก็ขึ้นกับผู้ใช้

เมื่อกลับไปดูอีกทีผมพบว่าคำตอบดังกล่าวเป็นคำตอบแบบโรแมนติกสิ้นดี แต่นั่นเป็นคำตอบที่คิดได้ตอนนั้น เมื่อกลับมาใคร่ครวญอีกที ผมกลับเห็นว่า เราน่าจะมีทางเลือกอื่น (ซึ่งอาจจะนำพาไปสู่ปัญหาอื่นได้)

คำตอบใหม่ของผมคือ ผมเชื่อว่าเรามีเทคโนโลยีที่ในการสร้างระบบคัดกรองที่:

1. คัดกรองความเห็น โดยเน้นให้มีความเห็นมาจากหลายมุมมองได้ (อาจจะได้ไม่เท่าเทียมกัน แต่ความเห็นที่แตกต่างก็สามารถปรากฏขึ้นมาได้)  นอกจากนี้เราอาจจะสามารถปรับเลือกให้แสดงความเห็นต่างได้มากขึ้นหรือน้อยลงได้  แต่ผู้ใช้จะเป็นคนเลือก

2. นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับให้ระบบคัดกรองความเห็นนั้นไม่สนใจกับเนื้อหา แต่สุ่มมาแสดงแบบเท่าเทียม ทำให้เราเห็นความเห็น (แม้จะไม่ทั้งหมด) แต่อยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับสัดส่วนจริง ๆ ที่ระบบได้ข้อมูล

3. ระบบดังกล่าวจะต้องเป็นพัฒนาแบบเปิดโค้ดโปรแกรม เพื่อให้อัลกอริทึมในการคัดกรองสามารถตรวจสอบได้  ระบบอัตโนมัตินั้น ยากจะหลีกเลี่ยง bias ในทางใดทางหนึ่งได้ยาก เช่นถ้าเราพัฒนาระบบที่ทำความเข้าใจกับข้อความภาษาไทย ระบบอาจจะตีความข้อความผิด เป็นต้น   แต่การเปิดโค้ดโปรแกรมทำให้สาธารณะสามารถทราบและวิเคราะห์ bias นี้ได้

ระบบนี้อาจจะนำพาซึ่งปัญหาบางอย่าง ดังนั้นข้อ 3 จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ครับ