ความสลับซับซ้อนในคำ

เรื่องสมมติทั้งนั้นนะครับ:

1. เด็กคนหนึ่ง ขโมยของไปให้มารดา

2. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยจากบ้านขุนนาง ไปให้มารดา

3. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยไปให้มารดาที่นั่งดูโทรทัศน์

4. เด็กคนหนึ่ง ขโมยอาหารไปให้มารดาที่ป่วยหนัก

5. เด็กคนหนึ่ง ขโมยยารักษาโรคไปให้มารดาที่ป่วยหนัก

6. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยไปให้มารดาที่นั่งดูโทรทัศน์ จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่าส้มที่ขโมยมานั้น

7. เด็กคนหนึ่ง ขโมยยารักษาโรคราคาแพงไปให้มารดาที่ป่วยหนัก จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่ายารักษาโรคนั้น

8. เด็กคนหนึ่ง ลืมหยิบเงินไปที่ร้านอาหาร เลยขโมยอาหารไปให้มารดาที่ป่วยหนัก แล้วกลับมาที่ร้านอาหารเอาเงินมาชำระ

9. เด็กคนหนึ่ง ลืมหยิบเงินไปที่ร้านขายยา เลยขโมยยารักษาโรคไปให้มารดาที่ป่วยหนัก แล้วกลับมาที่ร้านอาหารเอาเงินมาชำระ

10. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยไปให้มารดาที่นั่งดูโทรทัศน์ จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่าส้มที่ขโมยมานั้น พร้อมด้วยดอกเบี้ย

11. เด็กคนหนึ่ง ขโมยยารักษาโรคราคาแพงไปให้มารดาที่ป่วยหนัก จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่ายารักษาโรคนั้น พร้อมด้วยดอกเบี้ย

เด็กคนไหนบ้าง ที่คุณยอมรับได้ครับ ว่าเป็น “เด็กดี”?

ตัวอย่างเรื่องสมมติข้างต้น พยายามจะนำแนวคิดและพฤติกรรมหลายอย่างมาพบปะกัน เช่น แนวคิดเกี่ยวการเป็นคนดี แนวคิดเกี่ยวกับความกตัญญู ความซื่อสัตย์ การลักขโมย

ถ้าการเป็นเด็กดีนั้นหมายถึงการเป็นเด็กดี (ยังไม่ได้นิยาม) ไม่มีความด่างพร้อย เราอาจจะบอกได้ว่าเด็กในตัวอย่างด้านบนนั้น ย่อมไม่มีใครเป็นคนดีได้ เพราะว่าได้มีการขโมยของมาทุกคน

[นอกเรื่อง: อย่างไรก็ตาม ถ้าเราพยายามตั้งคำถามเข้าไปอีกว่า ความเชื่ออะไรทำให้เราสรุปว่าการขโมยของเป็นสิ่งไม่ดี? อาจจะเป็นความเชื่อในเรื่องของทรัพย์สินส่วนบุคคล ถ้าเราไม่เชื่อในเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคล และเด็กคนนั้นเป็นโรบินฮู้ด ปล้นคนรวยมาช่วยคนจน เราอาจจะยอมรับในเรื่องการขโมยก็ได้]

ในทางกลับกัน เราก็ต้องยอมรับว่า เด็กหลายคนในตัวอย่างสมมติด้านบน ก็ไม่ใช่เด็กที่ “ไร้คุณสมบัติ” ของการเป็นคนดีโดยสิ้นเชิง

การเป็นเด็กดีหรือคนดีในตัวอย่างด้านบน มีลักษณะเป็นสีเทา ๆ เด็กในตัวอย่างด้านบนจะขาวมาก หรือจะดำมาก ก็ขึ้นกับคนที่มองและพิจารณาตัดสิน

เราลองพิจารณาตัวอย่างสมมติข้างต้นอีกสักหน่อย แต่ลองพิจารณาแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ดู กล่าวคือ เราจะตัดส่วนหลังออก

6a. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยไปให้มารดาที่นั่งดูโทรทัศน์ จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่าส้มที่ขโมยมานั้น

7a. เด็กคนหนึ่ง ขโมยยารักษาโรคราคาแพงไปให้มารดาที่ป่วยหนัก จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่ายารักษาโรคนั้น

8a. เด็กคนหนึ่ง ลืมหยิบเงินไปที่ร้านอาหาร เลยขโมยอาหารไปให้มารดาที่ป่วยหนัก แล้วกลับมาที่ร้านอาหารเอาเงินมาชำระ

9a. เด็กคนหนึ่ง ลืมหยิบเงินไปที่ร้านขายยา เลยขโมยยารักษาโรคไปให้มารดาที่ป่วยหนัก แล้วกลับมาที่ร้านอาหารเอาเงินมาชำระ

10a. เด็กคนหนึ่ง ขโมยส้มแสนอร่อยไปให้มารดาที่นั่งดูโทรทัศน์ จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่าส้มที่ขโมยมานั้น พร้อมด้วยดอกเบี้ย

11a. เด็กคนหนึ่ง ขโมยยารักษาโรคราคาแพงไปให้มารดาที่ป่วยหนัก จากนั้นเขาทำงานเก็บเงินนำไปชดใช้ค่ายารักษาโรคนั้น พร้อมด้วยดอกเบี้ย

ถ้าเราลองตัดสินเด็กในตัวอย่างข้างต้นอีกรอบ โดยไม่พิจารณาเหตุการณ์ที่เด็กจะทำต่อไป  เด็กคนนั้นจะเลื่อนไปเลื่อนมาในเส้นขาว-ดำ ของความเป็นเด็กดีอย่างไร?

ความดีไม่ดี หรือแนวคิดที่เป็นนามธรรมทั้งหลาย จริง ๆ มีความสลับซับซ้อนมากมาย แต่บางครั้งเรากล่าวถึงมันบ่อยโดยที่คิดว่าจริง ๆ แล้วมันมีแค่ขาวกับดำ (เป็นหรือไม่เป็น)  หรือบางครั้งเรากล่าวถึงแนวคิดดังกล่าวว่ามีเพียงแค่มิติเดียว (ขาว ไล่ไปเทา ไล่ไปดำ) แต่จริง ๆ แนวคิดดังกล่าวผูกผันกับแนวคิดอื่น ๆ แตกแขนงออกเป็นมิติของแนวคิดต่าง ๆ มากมาย

แม้ว่าความพยายามลดทอนความซับซ้อน ทำให้เราสามารถใช้ตรรกะเข้ามาพิจารณาและตัดสินใจได้ง่าย แต่บางครั้ง ตรรกะที่ตั้งอยู่บนภาพที่ถูกกรอบบางอย่างลดทอนความซับซ้อนลงมากนั้น อาจจะไม่ทำให้เราเข้าใจอะไรเกินไปกว่ากรอบของภาพดังกล่าวนั่นเอง

Advertisements

One thought on “ความสลับซับซ้อนในคำ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s